วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

สาคูเปียกข้าวโพด



สาคูเปียกข้าวโพด




ขนมหวานไทย ๆ ที่ชอบทานมาก สาคูไม่ว่าจะทำขนมอะไร ชอบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น สาคูเปียก เผือก ข้าวโพด มะพร้าวอ่อน หรืออื่น ๆ ตะโก้สาคูเอย สาคูถั่วดำ หรือแม้แต่สาคูไส้หมู ก็ชอบ

ส่วนผสม ..สาคูเปียก

สาคูเม็ดเล็ก 1 ถุง (20 บาท)
ข้าวโพดดิบ 3 ฝัก (25 บาท)
น้ำตาลทราย 500 กรัม
น้ำเปล่า 1.5 ลิตร

ส่วนผสม ...หน้ากะทิ

มะพร้าวขูดขาวคั้น 300 กรัม
เกลือ 1 ช้อนชา
แป้งมันหรือแป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ


วิธีทำ

ฝานเมล็ดข้าวโพดออกจากฝัก จะใช้เผือกหั่นเต๋า หรือมะพร้าวอ่อนด้วยก็ได้ พอดีเรามีแต่ข้าวโพดอย่างเดียว

นำเม็ดสาคูมาเอาเศษดำ ๆ ที่ติดมากับเม็ดสาคูออกก่อน จากนั้นจึงเม็ดสาคูลงไปใส่ในหม้อที่ต้มน้ำไว้จนเดือด

หมั่นคอยคนเพื่อไม่ให้เม็ดสาคูจับตัวเกาะกันเป็นก้อน สังเกตว่ารอบนอกของเม็ดสาคูเปลี่ยนจากสีขาวเป็นเม็ดใส ข้างในยังเป็นตากบสีขาวขุนอยู่บ้าง

ใส่ข้าวโพดดิบที่ฝานไว้ลงไป คนไปเรื่อย ๆ จนเหลือสีขาวขุนนิดหน่อย จึงใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย รอจนสาคูสุกทั่วกันไม่มีไตขาว เสร็จแล้วยกลงพักไว้

จากนั้นก็ทำกะทิราดหน้าสาคู ด้วยการนำหัวกะทิไปเคี่ยวใส่เกลือลงในกะทิตั้งไฟ คนให้เกลือละลาย เมื่อกะทิเริ่มเดือด ใส่แป้งมันหรือแป้งข้าวโพดละลายน้ำลงไป คน ๆ พอให้ข้น ๆ และหนืด ๆ ก็ยกลง

เวลาทาน ตักสาคูเปียกข้าวโพดใส่ถ้วยแล้วราดด้วยหัวกะทิก็เป็นอันเสร็จ

คำแนะนำ

การทำสาคูเปียกนั้นเหมือนจะง่าย แต่จะทำให้สาคูน่ารับประทานนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะจะทำให้เม็ดสาคูสวยใสและไม่เละติดกัน

ก่อนต้มสาคู ต้องต้มน้ำให้เดือดจัดจึงใส่สาคู ถ้าใส่สาคูขณะน้ำยังไม่เดือดจะทำให้สาคูเละไม่เป็นเม็ดใส

เมื่อต้มจนสาคูสุกเม็ดใสดีแล้วจึงใส่น้ำตาล ถ้าใส่น้ำตาลขณะที่สาคูไม่สุกจะทำให้สาคูเป็นเม็ดขุ่น และน้ำตาลจะรัดตัวสาคูทำให้ไม่สุก

การทำสาคูเปียกด้วยหม้อหุงข้าว ไฟจะไม่แรงเท่าเตาแก๊ส เมื่อใส่สาคูลงหม้อแล้ว น้ำจะเดือดช้า ทำให้สาคูสุกช้า ต้องคนตลอดกันสาคูไหม้ก้นหม้อ



ที่มา  https://plus.google.com/101330165158802365711/posts/Pw75Mq7cja8

บัวลอยไข่หวาน


บัวลอยไข่หวาน


บัวลอยไข่หวาน ขนมไทยในดวงใจ อร่อยไม่รู้ลืม

          จะมีใครสักกี่คนที่ไม่เคยกินขนมบัวลอยบ้างไหมน้า ขนมไทยเนื้อเหนียวนุ่มกินคู่กับน้ำกะทิหวาน ๆ หอม ๆ ตักกินร้อน ๆ อร่อยนักแล วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยขอนำสูตรบัวลอยไข่หวานมาฝากเสียเลย เม็ดบัวลอยหลากสีสันน่ากิน เสิร์ฟเคียงคู่มากับไข่หวาน เข้ากันดีสุด ๆ ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยเลยสิคะ

หมายเหตุ : บัวลอย 1 ถ้วย ให้พลังงานโดยประมาณ 223 กิโลแคลอรี่

ส่วนผสม บัวลอยไข่หวาน

           แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย
           น้ำ 1/4 ถ้วย
           เผือกนึ่งสุก (หรือสีผสมอาหารสีม่วง)
           ฟักทองนึ่งสุก (หรือสีผสมอาหารเหลือง)
           น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น (หรือสีผสมอาหารสีเขียว)
           น้ำกะทิ 1 ถ้วย
           น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
           เกลือป่น 1 ช้อนชา
           ไข่ไก่

วิธีทำ บัวลอยไข่หวาน

           แบ่งแป้งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 นวดผสมแป้งกับน้ำและเผือกนึ่งสุก ส่วนที่ 2 นวดแป้งกับน้ำและฟักทองนึ่งสุก ส่วนที่ 3 นวดแป้งกับน้ำใบเตย นวดผสมจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ แล้วนำไปคลุกแป้งข้าวเหนียวบาง ๆ เตรียมไว้

           ใส่น้ำกะทิลงในหม้อ เติมน้ำตาลทรายและเกลือป่น คนผสมจนละลาย นำขึ้นตั้งไฟ พอเดือด รีบปิดไฟ ตักใส่ถ้วยเตรียมไว้

           ต้มน้ำในหม้อจนเดือด นำบัวลอยลงต้มทีละสีจนลอยขึ้นมา จากนั้นตักขึ้นสะเด็ดน้ำ ใส่ลงในถ้วย ตักกะทิที่เตรียมไว่ใส่ลงไป

           ตอกไข่ไก่ใส่ถ้วย ค่อย ๆ เทลงในหม้อน้ำกะทิ รอจนไข่สุกตามชอบ จากนั้นตักขึ้นใส่ลงในถ้วยบัวลอย พร้อมเสิร์ฟ

          บัวลอยไข่หวานพร้อมเสิร์ฟแล้วจ้า สีสันน่ากินไหมล่ะคะ อิอิ ถ้าใครอยากลองทำกินเองดู ก็ลุยกันเลยจ้า เปลี่ยนสีกันได้ตามใจชอบ


ที่มา http://cooking.kapook.com/view91793.html

กล้วยเชื่อมแดง

กล้วยเชื่อมแดง 



กล้วยเชื่อมแดง

          กล้วยน้ำว้าเชื่อมแดง อีกหนึ่งวิธีทำกล้วยเชื่อม เพิ่มเสน่ห์ด้วยสีสัน ความกรอบ และรสชาติหวานฉ่ำถึงใจ อีกหนึ่งขนมไทยโบราณที่หากินยาก ถ้าอยากต้องทำเอง !

          ใครที่เกิดมานานหลายสิบปีแล้ว ก็น่าจะต้องเคยกินกล้วยน้ำว้าเชื่อมสีแดงแบบนี้แน่นอน ขนมไทยโบราณที่ในยุคนี้สมัยนี้หากินได้ยากแล้ว แม้บางร้านมีขายแต่รสชาติจะอร่อยเหมือนที่เราเคยกินตอนเด็ก ๆ ก็ยังไม่รู้ ส่วนคนที่ไม่รู้จักเจ้ากล้วยเชื่อมแดงแบบนี้ หรือเกิดอยากจะลองทำกินเองก็คงสงสัยกันว่า เขามีวิธีเชื่อมกล้วยอย่างไรให้มีสีแดงน่ากินและเงาวับแบบนี้ กล้วยเชื่อมแดงวิธีทําเป็นอย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอมก็มีวิธีการทำกล้วยเชื่อมสีแดงมาฝาก ถึงแม้ที่บ้านจะไม่มีน้ำปูนใสก็สามารเชื่อมกล้วยน้ำว้าให้เป็นสีแดงแบบโบราณได้เหมือนกัน !

 ส่วนผสม กล้วยเชื่อมแดง

        กล้วยน้ำว้าห่าม ๆ 12 หวี (ประมาณ  8-10 ลูก)
          น้ำปูนใส (สำหรับแช่กล้วย) **ถ้าไม่มีน้ำปูนใสให้ใช้น้ำเปล่าผสมเกลือป่นได้
          น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
          ใบเตย 3 ใบ
          น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
          น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม
          น้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ

 วิธีทำกล้วยเชื่อมแดง

          1. ปอกเปลือกกล้วยน้ำว้าออกแล้วหั่นเป็น 4 ชิ้น นำไปแช่ทิ้งไว้ในน้ำปูนใส (หรือน้ำผสมเกลือ) ประมาณ 1 ชั่วโมง พอครบเวลานำไปล้างจนหมดกลิ่นปูน

          2. ใส่น้ำเปล่า ใบเตย น้ำตาลปี๊บ และน้ำตาลทรายลงในหม้อ พอเดือดใส่กล้วยน้ำว้าลงไป ตามด้วยน้ำมะนาว รอให้เดือดอีกครั้งแล้วช้อนฟองทิ้งจนหมด เคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อนประมาณ 2 ชั่วโมง หรือจนกล้วยเปลี่ยนเป็นสีแดง ตักใส่ภาชนะ พร้อมเสิร์ฟ

          อูย... เห็นสูตรกล้วยเชื่อมสีแดงแบบนี้แล้วอยากจะขับรถกลับบ้านเกิดเสียเดี๋ยวนี้เลย จำได้ว่า ตอนนี้มีป้าข้างบ้านยังพอมีเรี่ยวแรงทำกล้วยเชื่อแดงพายเรือขายอยู่ริมตลาดน้ำอัมพวา กลับบ้านคราวนี้พี่จะจัดสักสิบถ้วยเลย เอาให้เบาหวานขึ้นกันไปเลย



ที่มา http://cooking.kapook.com/view141860.html

ขนมมันนึ่ง

ขนมมันนึ่ง

ขนมมัน
 ขนมมันนึ่ง
 
          จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ คุณแม่ชอบทำขนมมันนึ่งให้กินเล่น คราวนี้เรากลับมาเยี่ยมคุณแม่เลยอยากทำให้ท่านได้กินบ้าง สูตรง่ายเว่อร์ท่องจำจนขึ้นใจแล้วล่ะ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องให้คุณแม่คอยกำกับอยู่ข้าง ๆ ขนาดยังไม่ทันเริ่มแต่น้ำย่อยเราเดินแล้วล่ะ สงสัยต้องรีบไปซื้อวัตถุดิบอย่างด่วน

ส่วนผสม ขนมมัน

         • น้ำใบเตย 1 ถ้วย
         • เนื้อมันสำปะหลัง (ขูดละเอียด) 400 กรัม  
         • น้ำตาลทรายขาว 200 กรัม 
         • เนื้อมะพร้าวทึนทึกขูด 1 ถ้วย
         • เกลือป่นเล็กน้อย
         • ถ้วยตะไล (สำหรับนึ่ง)

วิธีทำขนมมันนึ่ง

         • 1. ผสมเนื้อมันสำปะหลังขูดกับน้ำตาลทราย ค่อย ๆ เทน้ำใบเตยลงนวดให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย 

         • 2. ตักส่วนผสมใส่ถ้วยตะไลแล้วนำไปวางเรียงในชุดนึ่ง

         • 3. นำชุดนึ่งที่ใส่น้ำแล้วขึ้นตั้งไฟรอจนน้ำเดือด ยกชุดนึ่งที่ใส่ขนมวางลงไปนึ่งประมาณ 10-15 นาที หรือจนขนมสุก นำออกมาพักไว้ให้เย็น 

         • 4. นำเนื้อมะพร้าวขูดไปนึ่งประมาณ 5 นาที แล้วนำออกมาคลุกกับเกลือป่นเล็กน้อย

         • 5. แคะขนมมันออกจากพิมพ์ นำไปคลุกกับมะพร้าวขูดที่เตรียมไว้ จัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ


ที่มา http://cooking.kapook.com/view142727.html

ข้าวต้มมัด สูตรขนมไทย

ข้าวต้มมัด

ข้าวต้มมัด

          ข้าวต้มมัด สูตรขนมไทยที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่โบราณ จะสอดไส้กล้วย หรือไส้อื่น ๆ ตามชอบ มาพร้อมวิธีห่อข้าวต้มมัด อร่อยโดนใจแน่นอน

          ยังจำได้เมื่อสมัยเด็ก ๆ คุณแม่จะทำข้าวต้มมัดให้กินอยู่เสมอ พอโตมาเห็นเจ้าไหนขายจะอุดหนุนตลอด แต่บางครั้งรสชาติไม่ถูกปาก ข้าวเหนียวเละ ไส้น้อย รสชาติไม่หวานมัน หากินอร่อยยากขนาดนี้ต้องทำเองลูกเดียวเจ้าค่ะ กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำข้าวต้มมัดสูตรจากคุณ Rin's Cookbook (#Rinscookbook) สูตรหอมกลิ่นใบเตย ข้าวต้มมัดแคลอรีสูง แต่ถ้านาน ๆ กินทีก็ไม่เป็นอะไรเนอะ สามารถดัดแปลงเป็นข้าวต้มมัดไส้เผือกได้เช่นกัน ใครอยากเรียนรู้วิธีห่อข้าวต้มมัด เร่เข้ามาจดสูตรได้เลยค่ะ 

ส่วนผสม ข้าวต้มมัด
          • ข้าวเหนียวเขี้ยวงูดิบ 2 ถ้วยตวง 
          • ถั่วดำ 1/2 ถ้วยตวง 
          • หัวกะทิ 3 ถ้วยตวง
          • เกลือป่น 2 ช้อนชา
          • ใบเตย
          • น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง + 1/2 ถ้วยตวง
          • กล้วยน้ำว้า 16-18 ลูก (หรือเผือกกวน)

อุปกรณ์

          • ใบตองชั้นใน ขนาด 6x8 นิ้ว
          • ใบตองชั้นนอก ขนาด 8x9 นิ้ว 
          • ตอก แช่น้ำให้นิ่มประมาณ 2-3 ชั่วโมง (หรือเชือก สำหรับห่ออาหาร)

วิธีทำข้าวต้มมัด
ข้าวต้มมัด

          • ล้างข้าวเหนียวเขี้ยวงูประมาณ 2 ครั้ง นำไปแช่น้ำ สะอาดประมาณ 4 ชั่วโมงขึ้นไป หรือข้ามคืน พอแช่ครบเวลาตักขึ้นสะเด็ดน้ำ พักไว้ 
ข้าวต้มมัด
          • ล้างถั่วดำให้สะอาดแช่น้ำไว้ข้ามคืน นำไปต้มในน้ำเดือดพล่านประมาณ 30-40 นาที ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ พักไว้
ข้าวต้มมัด
          • ใส่หัวกะทิกับเกลือป่นลงในกระทะ นำขึ้นตั้งใช้ไฟปานกลางโดยคนไปในทิศทางเดียวกัน จากนั้นใส่ใบเตยลงไป 
ข้าวต้มมัด
          • พอกะทิเดือดพล่านใส่ข้าวเหนียวลง ไปคนไปทิศทางเดียวกันเบา ๆ ด้วยพายยาง หรือพายไม้ อย่าคนมากจนเกินไปไม่เช่นนั้นเม็ดข้าวเหนียวจะหักและไม่สวย
ข้าวต้มมัด
          • พอคนไปประมาณ 2-3 นาที ข้าวเหนียวจะดูดซึมกะทิ ทำให้กะทิลดลงไปเยอะ
ข้าวต้มมัด
          • ผัดต่ออีกประมาณ 5-6 นาที จากนั้นปรับเป็นไฟอ่อน ข้าวเหนียวจะแห้งตัวลงเกือบสุก
ข้าวต้มมัด
          • ใส่น้ำตาลทรายลงไปแล้วคนไปเรื่อย ๆ
ข้าวต้มมัด
          • คนจนข้าวเหนียวขึ้นเงา ปิดไฟ
ข้าวต้มมัด
          • ปอกเปลือกกล้วยแล้วผ่าครึ่ง เตรียมไว้
ข้าวต้มมัด
          • วางใบตอง 2 ใบซ้อนกัน โดยหันด้านที่เป็นมันประกบกัน ตักถั่วดำใส่ลงไปตามชอบ 

          • ตักข้าวเหนียวลงไปประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นวางกล้วยตามลงไป

          • ตักข้าวเหนียวอีกหนึ่งช้อนลงไปปิดทับหน้ากล้วย

          • พับใบตองครึ่งหนึ่งให้เป็นรูปสามเหลี่ยมให้เหลื่อมกันนิดหน่อย
ข้าวต้มมัด
          • ต่อมาจึงพับปลายใบตองลงมาครึ่งหนึ่ง

         • และพับอีกครึ่งหนึ่งลงมาให้สวยงาม

          • พับเก็บริมใบตองขึ้นมาด้านหนึ่ง

          • เริ่มจับจีบอีกด้านโดยให้จับห่อใบตองในลักษณะตั้งขึ้นแล้วก็ใช้นิ้วชี้มือขวากดไขว้ใบตองไปทางซ้าย 
ข้าวต้มมัด
          • ต่อมาก็กดพับใบตองโดยเก็บริมปลายใบตองลงมาให้สวยงาม อีกด้านก็ทำเช่นเดียวกัน 

          • พอทำครบก็จับทั้งสองชิ้นมาประกบกัน โดยหันด้านในชนกัน

          • นำตอกมามัดให้แน่นเป็น 2 เปลาะ

          • เก็บปลายตอกให้สวยงาม
ข้าวต้มมัด
          • นำข้าวต้มมัดไปวางเรียงในชุดนึ่ง นำไปตั้งบนน้ำเดือดพล่าน ใช้ไฟแรงนึ่งประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที ถึง 2 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับขนาดของข้าวต้มมัด และการผัดข้าวเหนียวว่าสุกมากน้อยแค่ไหน) 
ข้าวต้มมัด
          • ข้าวต้มมัดสุกได้ที่แล้ว ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 50 นาที
ข้าวต้มมัด
          • ยกออกจากเตา พักไว้ให้เย็น พร้อมเสิร์ฟ

          อูย... หิวทันทีที่เห็นภาพข้าวต้มมัด ขนมไทยโบราณ แม้ตอนนี้กำลังไดเอตแต่ขอกินสักชิ้นคงไม่ระคายหุ่นหรอกเนอะ แถมทำครั้งเดียวได้ตั้งหลายมัด เอาไปแจกญาติสนิทมิตรสหายผูกสัมพันธ์ก็เลอค่าดีเหมือนกันนะคะ 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ จาก
Rin's Cookbook (#Rinscookbook) และ เฟซบุ๊ก Rin Silpachai

ฟักทองแกงบวด



ฟักทองแกงบวด


“ฟักทองแกงบวด” หอม หวาน มัน อร่อย
        ของหวานแบบไทยๆ ที่อร่อยและทำง่ายๆ มีอยู่หลากหลายเมนู ซึ่งแต่ละเมนูนั้นก็มาจากส่วนผสมต่างๆ ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ยิ่งในสมัยก่อนนั้น นิยมปลูกผลหมากรากไม้ไว้กินกันเอง การจะเก็บผักผลไม้ริมรั้วบ้าน มาผสมผสานกันให้ออกมาเป็นเมนูแสนอร่อยนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก
       
       อย่างในมื้อนี้ที่ “ครัววันหยุด” จะชักชวนให้ลองมาทำกินกันนั้น ก็เป็นขนมหวานแบบไทยๆ ที่ทำง่ายเช่นกัน มีชื่อเมนูว่า “ฟักทองแกงบวด” โดยใช้ส่วนผสมที่หาง่ายๆ อย่างฟักทอง กะทิ น้ำตาล และเกลือ ก็ได้ขนมหวานที่มีกลิ่นหอม รสชาติหวานมัน เคี้ยวหนึบ มากินกันแล้ว 
“ฟักทองแกงบวด” หอม หวาน มัน อร่อย
        ส่วนผสม
       ฟักทอง 400 กรัม
       หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
       หางกะทิ 3 ถ้วย
       เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
       น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
       น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
       
       วิธีการทำ เริ่มจากล้างทำความสะอากฟักทองแล้วหั่นเป็นชิ้นพอคำ หากใช้ฟักทองญี่ปุ่นไม่ต้องปอกเปลือกก็ได้ แต่ถ้าใช้ฟักทองไทยๆ ก็ให้ปอกเปลือกออกเสียหน่อยจะได้ไม่แข็งมาก จากนั้นนำหางกะทิใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือด ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย และเกลือ ชิมรสดูให้หวานกลมกล่อม แล้วใส่ฟักทองลงไป ต้มต่อไปเรื่อยๆ จนฟักทองสุกนิ่มดี จากนั้นใส้หัวกะทิตามลงไป รอให้เดือดอีกครั้งก็สามารถตักมาลองชิมความอร่อยได้เลย


ที่มา http://www.manager.co.th/Food/ViewNews.aspx?NewsID=9560000138442